ข้อมูลงานวิจัย
 
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) : โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตพืชภายใต้โรงเรือน
ชื่อโครงการ (ภาษาภาษาอังกฤษ) : Research and Development Technology for Increasing Quality Production
ปีงบประมาณที่เสนอขอ : 2553
ยุทธศาสตร์ :
แผนงาน :
คำสำคัญ (Keywords) : Greenhouse, Technology for Increasing Quality Production
ระยะเวลาดำเนินโครงการ : 20 พฤศจิกายน 2009  ถึง 16 สิงหาคม 2010
สถานะ : เสร็จสิ้นงานวิจัย
งบประมาณทั้งโครงการ : 3,100,000.00 บาท
เงินสนับสนุนโครงการ : 1. โครงการ โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตพืชภายใต้โรงเรือน หน่วยงาน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง งบประมาณ 3,100,000.00 บาท
 
พื้นที่ดำเนินการ : 1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย
2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางดะ
3. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
 
บทคัดย่อ(ภาษาไทย) : โครงการวิจัยและพัฒนาโรงเรือนในพื้นที่โครงการหลวง ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ได้แก่ 1.) การพัฒนาและทดสอบชนิดพลาสติกมุงหลังคาโรงเรือนที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตพืช 3 ชนิด ได้แก่ องุ่นซึ่งดำเนินการในพื้นที่สถานีเกษตรฯ ปางดะ กุหลาบดำเนินการในพื้นที่สถานีฯอ่างขาง และ ผักกาดหอมห่อดำเนินการ ณ ศูนย์พัฒนาโครงฯหนองหอย 2.) โครงการยืดอายุการใช้งานของไม้ไผ่สำหรับก่อสร้างโรงเรือนดำเนินการใน 2 พื้นที่ คือ สถานีฯอ่างขาง และสถานีฯปางดะ และ 3.) การศึกษารูปแบบการปลูกผักหมุนเวียนในโรงเรือนต้นแบบ ดำเนินการในพื้นที่ศูนย์พัฒนาฯ หนองหอย
จาก ผลการวิเคราะห์ ผลกระทบของแผ่นฟิล์มพลาสาติกต้นแบบที่พัฒนาขึ้น ด้วยการคัดเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนที่มีคุณสมบัติที่มีแนวโน้มเหมาะสมสำหรับการปลูกพืช 3 ชนิด ได้แก่ องุ่น กุหลาบ และ ผักกาดหอมห่อ โดย เปรียบเทียบกับแผ่นฟิล์มพลาสติกควบคุมต่อประสิทธิภาพการส่อง ผ่านของ สเป็กตรัมแสงในช่วงความยาวคลื่น ต่างๆได้แก่ UVA, UVB, PAR และ IR (200-2500 นาโนเมตร) และ สมบัติเชิงกล อาทิ ความทนทานต่อการถูกดึงยืด (Tensile strength) และความสามารถในการยืดของพลาสติก (elongational at break)
จากการศึกษาคุณสมบัติประสิทธิภาพการส่องผ่านแสงของพลาสติกคลุมโรงเรือนทดสอบสำหรับปลูกองุ่น ที่ระยะเวลา ก่อนการใช้งาน หลังจากผ่านการใช้งาน 1 และ 2 เดือน ตามลำดับ พบว่าพลาสติกต้นแบบมีประสิทธิภาพในการยอมให้แสงในช่วง UVA และ UVB ส่องผ่านมากกว่าพลาสติกควบคุม ในขณะที่การส่องผ่านของแสงในช่วง PAR และ IR ของ พลาสติกต้นแบบ และ ของพลาสติกควบคุม มีค่าใกล้เคียงกัน
สำหรับการวิเคราะห์สมบัติเชิงกลพลาสติกควบคุม มีค่าความทนทานต่อการถูกดึงยืด และความสามารถในการถูกดึงยึด ณ จุดขาด สูงกว่าพลาสติกต้นแบบ แต่เมื่อผ่านการใช้งานนาน 1 เดือน พลาสติกควบคุม จะเสื่อมสภาพเร็วกว่าพลาสติกต้นแบบ โดยมีค่า ความทนทานต่อการถูกดึงยืด และความสามารถในการถูกดึงยึด ณ จุดขาด ลดลง 21.07% และ 0.53% ตามลำดับ ในขณะที่พลาสติกต้นแบบ มีค่าความทนทานต่อการถูกดึงยืด และความสามารถในการถูกดึงยึด ณ จุดขาด ลดลง 5.60% และ 3.19% ตามลำดับ
ผลการวิเคราะห์คุณภาพเชิงสรีรวิทยาขององุ่น และ สภาพแวดล้อมภายใต้โรงเรือนทดสอบโดย เปรียบเทียบระหว่างองุ่นปลูกในโรงเรือนต้นแบบกับองุ่นปลูกในโรงเรือนพลาสติกควบคุม พบว่า องุ่นที่ปลูกในโรงเรือนพลาสติกต้นแบบมีแนวโน้มของค่าความหวาน 16.93 องศาบริกซ์ ซึ่งสูงกว่า องุ่นที่ปลูกภายในโรงเรือนพลาสติกควบคุมที่มีค่าความหวาน 15.65 องศาบริกซ์ ในขณะที่ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยรวมต่อต้น ได้แก่ น้ำหนักผลผลิต และจำนวนช่อต่อต้น ขององุ่นปลูกในโรงเรือนพลาสติกต้นแบบมีค่า 12.66 กิโลกรัม และ 124.75 ช่อ ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าองุ่นปลูกในโรงเรือนพลาสติกควบคุม โดยพบว่ามีน้ำหนักผลผลิตรวม และจำนวนช่อต่อต้น 17.09 กิโลกรัม และ 130.50 ช่อ ตามลำดับ
ข้อมูลสภาพอากาศของโรงเรือนทดสอบการปลูกองุ่น พบว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุมมีแนวโน้มอุณหภูมิภายในโรงเรือนต่ำกว่า แต่มีปริมาณความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ สำหรับค่าการส่องผ่านของแสงของโรงเรือนพลาสติกต้นแบบพบว่ามีค่ามากกว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุม
ในการวิเคราะห์คุณภาพเชิงสรีรวิทยาของผักกาดหอมห่อ และ สภาพแวดล้อมภายใต้โรงเรือน เปรียบเทียบพลาสติกทั้งสองชนิดพบว่าน้ำหนักของผักกาดหอมห่อหลังการตัดแต่งที่ปลูกภายใต้โรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกต้นแบบมีค่าเฉลี่ย 530.63 กรัมต่อหัว น้อยกว่าผักกาดหอมห่อปลูกภายใต้โรงเรือนที่คลุมพลาสติกควบคุมซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ย 631.08 กรัมต่อหัว ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำหนักผลผลิตต่อพื้นที่ปลูกต่อตารางเมตรพบว่าโรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกควบคุมมีแนวโน้มให้น้ำหนักมากกว่าโรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกต้นแบบ คือ 7.36 และ 6.80 กิโลกรัม/ตารางเมตร ตามลำดับ
สำหรับสภาพอากาศภายใต้โรงเรือนปลูกผักกาดหอมห่อ พบว่าอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายใต้โรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกควบคุมมีแนวโน้มสูงกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ ส่วนค่าความชื้นสัมพัทธ์ในดินภายใต้โรงเรือนพลาสติกต้นแบบมีค่าสูงกว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุม
สำหรับการประยุกต์ใช้ผ่านฟิล์มพลาสติกต้นแบบคลุมโรงเรือนกุหลาบและผักกาดหอมห่อ เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นดำเนินการจึงทำการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการส่องผ่านของแสงและทดสอบสมบัติเชิงกลแผ่นฟิล์มทดสอบ ทั้ง แผ่นฟิล์มพลาสติกต้นแบบและแผ่นฟิล์มพลาสติกควบคุม ก่อนนำไปใช้งาน โดยพลาสติกต้นแบบสำหรับปลูกพืช 2 ชนิด จากผลการวิเคราะห์พบว่าพลาสติกต้นแบบ มีประสิทธิภาพยอมให้แสงในช่วง UVA และ UVB ส่องผ่านมากกว่าแผ่นฟิล์มพลาสติกควบคุม ขณะเดียวกัน พบว่า การส่องผ่านแสง PAR และ IR ของแผ่นฟิล์มพลาสติกต้นแบบ มีค่าการส่องผ่านน้อยกว่า แผ่นฟิล์มพลาสติกควบคุม และจากผลการทดสอบสมบัติเชิงกล ของพลาสติกคลุมโรงเรือนทดสอบการปลูกกุหลาบ พบว่า แผ่นฟิล์มพลาสติกต้นแบบมีค่าความทนทานต่อการดึงยืดและความสามารถในการถูกดึงยึด ณ จุดขาด น้อยกว่าพลาสติกควบคุม และสำหรับผล การวิเคราะห์ทางสรีรวิทยาของ กุหลาบ ซึ่งอยู่ระหว่างระหว่างการเก็บข้อมูลจะยังไม่สามารถนำมาประมวลได้ในรายงานฉบับนี้
นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ข้อมูลเบื้องต้นของข้อมูลสภาพอากาศ อาทิ อุณหภูมิเฉลี่ย และความชื้นสัมพัทธ์ ในโรงเรือนกุหลาบที่คลุมด้วยพลาสติกต้นแบบ พบว่ามีค่าต่ำกว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุม
สำหรับการยืดอายุการใช้งานไม้ไผ่สำหรับการประยุกต์ใช้งานในก่อสร้างโรงเรือน โดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลายว่า การพัฒนาสารเคลือบผิวไม้ไผ่ที่สามารถกรองรังสีอัลตราไวโอเลตนับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการดำเนินงานทดสอบสารเคลือบไม้ไผ่ในห้องปฏิบัติการพบว่า ปริมาณความเข้มข้นของสารผสมระหว่าง 10% w/v PVC และ0.1 mole ของสารกรองรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นความเข้มข้นที่เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์เป็นสาร เคลือบผิวไม้ไผ่กรองรังสีอัลตราไวโอเลตต้นแบบ ผลการทดสอบประสิทธิภาพการกรองรังสี UVเคลือบผิวไม้ไผ่ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับไม้ไผ่ที่ไม่ได้เคลือบผิว ที่ความหนาของฟิล์มของเคลือบน้อยกว่า 10 ไมโครเมตร แต่เมื่อเพิ่มระดับความหนาของฟิล์มของสารเคลือบผิวไม้ไผ่เพิ่มมากขึ้น พบว่าประสิทธิภาพของการกรองรังสีอัลตราไวโอเลตเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
สำหรับโครงการย่อยที่ 3 ซึ่งเป็นการศึกษารูปแบบการปลูกผักหมุนเวียนในโรงเรือนต้นแบบที่เหมาะสมกับเกษตรกรบนพื้นที่สูง โดยดำเนินการปลูกพืชหมุนเวียนใน 3 รูปแบบ ณ ศูนย์พัฒนาฯ หนองหอย โดยพืชชนิดแรกของแต่ละรูปแบบที่ย้ายปลูก คือ ปวยเหล็ง พริกหวาน และมะเขือเทศ ตามลำดับ แต่เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นของการปลูกพืชทั้ง 3 รูปแบบ ประสบปัญหาสภาพอากาศร้อน และขาดน้ำ ส่งผลให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชมาก การนำระบบการจัดการศัตรูพืชมาใช้ไม่สามารถควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืช และโรคได้ดีเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องปลูกปวยเหล็ง และพริกหวานสีแดงใหม่ ภายหลังการเก็บเกี่ยวปวยเหล็งพบว่ามีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 0.7 กิโลกรัมต่อตารางเมตร โดยผลผลิตร้อยละ 42.5 จัดอยู่ในเกรด 2 และอีกร้อยละ 41.31 เกิดความเสียหายซึ่งมีปัญหาจากโรคโคนเน่าทำให้ไม่ผ่านมาตรฐานเกรดของโครงการหลวง ส่วนพริกหวานสีแดง และมะเขือเทศกำลังอยู่ระหว่างการเก็บผลผลิต
สำหรับศัตรูพืชที่สำคัญของการปลูกปวยเหล็งได้แก่ หนอนใยผัก (Plutella) และแมลงหวี่ขาว (White fly) ส่วนพริกหวานสีแดง พบการระบาดของศัตรูพืชที่สำคัญ คือ เพลี้ยไฟ (Thrips) โรคไวรัส (Virus disease) และราแป้ง (Powdery mildew) ส่วนการปลูกมะเขือเทศพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ (Leaf minor) และโรคราแป้ง โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงเป็นจำนวนมาก คือ ปัญหาสภาพอากาศร้อน และแล้ง นอกจากนี้การขาดแคลนน้ำเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างปกติและอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของศัตรูพืช
บทคัดย่อ(ภาษาอังกฤษ) : This project was developed to utilize the greenhouse technology for sustainable crop production in the regions of the Royal Project Foundation. The project has been divided into 3 subprojects as follows;
1) Development of greenhouse covering materials for crops’ productivity enhancement. This study concentrated on improving the performance of the greenhouse covering elements which were designed in order to be suitable for three different types of plants cultivation and high land conditions. Those are (a) grape cultivation under Pang Da Royal agriculture research station conditions, (b) rose cultivation under Ang Khang Royal Agriculture Research Station conditions, and (c) lettuce under Nong Hoi Development Centre conditions.
2) An investigation of the stability and physical properties on the extending shelf life aspects of the bamboo of gathered greenhouse technology. This subproject was conducted in 2 different locations such as Pang Da and Ang Khang Royal Agriculture Research Station.
3) This subproject was aimed to study on the suitable format for vegetable planting rotation type under the previously designed prototype greenhouse using the computational fluid dynamics (CFD) technique in Nong Hoi Development Centre.
The obtained results were dealt with the effect of the developed model plastic plastic films for covered greenhouse of three different types of plants cultivations i.e. grape, roses and lettuce on the efficiency of light transmission spectrum (UVR, PAR and IR; in the range from 200 to 2500 nanometers) and mechanical properties (i.e. tensile strength and elongational at break) with respect to the controlled plastic films covered greenhouse.
The efficiency of UVA, B, PAR and IR transmittance through the plastic films for both model plastic and controlled plastic films applied for gape cultivation greenhouse covering were relatively compared. In this work, spectral transmittance conducted with spectrophotometer indicated that the efficiency of UVA and UVB transmittance of the model plastic films before exposure and after 1 and 2 months exposure to outdoor radiation have greater consistency than that of the controlled plastic at the same conditions of exposure. In the mean time, the efficiency of PAR and IR transmittance of the model plastic plastic films before exposure and after 1 and 2 months exposure to outdoor radiation show similar results to that of the controlled plastic films at the same condition of exposure.
The mechanical properties were also conducted on the plastic films covered greenhouse for gape cultivation. The tensile behaviors were characterized by two periods of exposure times, before and after 1 month exposure to outdoor radiation to obtain the rate of deterioration of the mechanical properties of plastic films covered greenhouse. Before deterioration, it was noticed that the controlled plastic film exhibited higher mechanical properties, i.e. tensile strength and elongational at break, in comparison with the model plastic film. After 1 month exposure to outdoor radiation, a decrease in tensile strength and elongational at break of the controlled plastic film were 21.07 % and 0.53%, respectively, while a decrease in tensile strength and elongational at break of the model plastic film were 5.60 % and 3.19%, respectively.
From a physiological point of view for gape cultivation, total grapes grown under the model plastic film greenhouse and the controlled plastic film greenhouse exhibited quite different results in a sense of increases in mean fruit weight and number of brunches per plant. It was observed that the mean fruit weight and the number of brunched per plants of gape grown under the model plastic film greenhouse were 12.66 kg. and 124.75 brunch, respectively, while the mean fruit weight and the number of brunches per plants of gape grown under the controlled plastic film greenhouse were 17.09 kg. and 130.50 brunch, respectively. The results also revealed that the sugar content (oBrix) of the grape grown under the model plastic film greenhouse had a tendency to be higher than that of the gape grown under the controlled plastic film greenhouse. To be more specific, the total soluble solids content value of the grape grown under the model plastic plastic film greenhouse and the controlled plastic film greenhouse were found to be 16.93 oBrix and 15.65 oBrix, respectively.
For analysis of relative air temperature using sensor systems for period of two months, the temperature data recorded under the model plastic film greenhouse was observed to be 1-2 oC lower than that recorded under the controlled plastic film greenhouse. In addition, the results of incident radiation transmitted through the covering materials reveal that the model plastic film greenhouse had more ability to transmit light that provides essential energy for plant growth and production comparing to the controlled plastic film greenhouse.
The finding from analysis of physiological quality of lettuce and greenhouse indoor environments revealed that mean weight after dressing of lettuce grown under model plastic film greenhouse was 530.63 g. per head lower than that in the case of controlled plastic film greenhouse which was 631.08 g. per head and the difference is statistically significant. Meanwhile, lettuce yield per square meter planted area under controlled greenhouse condition tends to be higher than that in the case of model greenhouse with the reported results of 7.36 kg/m2 and 6.80 kg/m2, respectively.
On terms of indoor environments of greenhouse for growing lettuce, it was found that both temperature and relative humidity inside the controlled plastic film greenhouse tend to be higher than those inside the model one, while relative soil moisture under the model greenhouse appeared higher than that under the controlled greenhouse.
Moreover, the efficiency of UVA, B, PAR and IR transmittance through the plastic films for both model plastic film and controlled plastic film greenhouses covering applied for roses and lettuce cultivations were relatively compared. The efficiency of UVA and UVB blocking of the model plastic film greenhouse covering were higher than that of the controlled plastic films greenhouse covering. The corresponding PAR and IR transmittance of model plastic films were lower than that of the controlled plastic film greenhouse covering. The decrease in tensile strength and the elongational at break of the model plastic film was due to the micro-sized UV filter loadings.
The physiology characterization of the roses are in the stage of conducting and the results will be revealed later. In addition, the climatic factors such as temperature and relative humidity were found to be lower for the greenhouse covered model plastic film.
In order to extent the shelf life of bamboos for greenhouse application, one alternative method has been widely used is to develop suitable UV filter coating agents. In this work, 80/20%v/v mixture of 10%wt PVC and 0.1 mole TiO2 solutions was primarily used for bamboo coating. The analysis of UV transmittance revealed that the treated bamboo and untreated bamboo exhibited a similar result at film coating thickness less than 10 micrometer. However, at the same formulae of UV filter coating agent, the efficiency of the UV reduction of the treated bamboo was significantly improved as thickness of film coating increased.
The third sub – project dealt with investigation on suitable rotational patterns of vegetables for growing under model greenhouse condition in the highlands. Three patterns of vegetable rotational plants were implemented at Nong Hoi Royal Project Development Center. The vegetables transplanted for growing as first crop in different rotation patterns were spinach, bell pepper and tomato, respectively. However, hot climate and water stress at early stage of planting the first crop of all three rotational patterns contributed to a wide outbreak of pets and diseases and the use of pest management system failed to effectively control the insect pests and disease making it necessary to replant spinach and red bell pepper. After harvested, spinach production yielded 0.7 kg/m2 and 42.5% of the output was in grade 2 while 41.31% of the output being infested by root rot disease thus failed to pass the acceptable standards for grading of the Royal Project. At the time of this report preparation, the red bell pepper and tomato have not been harvested completely and therefore no results can be concluded. Major pest in spinach production were found to be plutella and white fly. Red bell pepper production encountered the outbreaks of thrips, virus disease and powdery mildew. Attacks of thrips, leaf minor and powdery mildew were also found in tomato production. The primary causes of many epidemic pests and diseases were heat and drought. Furthermore, water shortage was another factor prohibiting the regular plant growth while causing the plants weak and susceptible to pest attacks.
my wife cheated on me with my father how can people cheat letter to husband who cheated
ความเป็นมาโดยสรุป : การเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตพืชภายใต้โรงเรือนให้มีความสม่ำเสมอเพื่อแข่งขันในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศจำเป็นต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้แนวทางสำคัญประการหนึ่ง คือ การเพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสงของพืชซึ่งสัมพันธ์กับชนิด ความยาวคลื่นแสง ปริมาณและความเข้มของแสงที่พืชได้รับ โดยคุณสมบัติของพลาสติกมุงหลังคาโรงเรือนที่ถูกคัดเลือกเพื่อนำไปใช้มีดังนี้ 1) สามารถคัดกรองแสงและกระจายแสงที่มีประโยชน์ให้กับต้นพืช 2) ยอมให้ช่วงความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชมากที่สุดผ่านเป็นผลให้ต้นพืชมีปริมาณ คุณภาพของผลผลผลิตดีขึ้น 3) สามารถกระเจิงหรือลดการส่องผ่านช่วงความยาวคลื่นแสงที่ทำอันตรายให้กับต้นพืช ตัวอย่างเช่น ช่วงความยาวคลื่นแสงของรังสี UVB 4) ทนต่อการแปรปรวนของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นภายนอกโรงเรือน เช่น พายุ ลม ฝน สภาพอากาศร้อน 5) ความหนาของแผ่นพลาสติก ประมาณ 100-150 ไมครอน และ 6) มีอายุการใช้งานที่เหมาะสม (อย่างน้อย 4-5 ปี )
พลาสติกชนิดแผ่นม้วน (film) เช่น Polyethylene (PE) และ Polyvinyl Chloride (PVC) ที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพมักมีอายุการใช้งานสั้น เนื่องจากโมเลกุลของโพลีเมอร์ขาดออกเมื่อได้รับแสงอาทิตย์เป็นเวลานานทำให้เนื้อพลาสติกเปราะและฉีกขาดง่าย สำหรับแผ่นพลาสติกที่ถูกดึงให้ตึงมักหย่อนได้ง่าย ปัจจุบันจึงนิยมใช้แผ่น Polyethylene ที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพต่างๆ แล้ว เช่น
• ผสมหรือเคลือบด้วยสารเสริมความแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นพลาสติกยืดออก เมื่อถูกดึงให้ตึงเป็นเวลานาน
• ผสมหรือเคลือบด้วยสารป้องกันโมเลกุลแตกเป็นโมเลกุลเล็ก เนื่องจากได้รับแสง Ultra-violet เป็นเวลานาน(UV Stabilizer) เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น ในขณะที่ไม่รบกวนแมลงที่ช่วยผสมเกษร
• ผสมหรือเคลือบด้วยสารดูดกลืนแสง Ultra-violet (UV Absorber) ช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น และรบกวนการทำงานของแมลงศัตรูพืชที่เข้าไปภายในโรงเรือน
• ผสมหรือเคลือบด้วยสารดูดกลืนรังสี Infrared (IR) โดยดูดกลืนรังสี IR คลื่นสั้น (750-1,400 nm) ในเวลากลางวัน เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนในเวลากลางวันสูงเกินไป และดูดกลืนรังสี IR คลื่นยาว (3,000-14,000 nm) ซึ่งเป็นรังสีสะท้อน ในเวลากลางคืน เพื่อเก็บความร้อนไว้ภายในโรงเรือนในเวลากลางคืน
• ผสมหรือเคลือบด้วยสารลดแรงตึงผิว (Anti-Drip or Anti-Condensate) ช่วยให้น้ำที่กลั่นตัวเกาะบนผิวพลาสติกได้ดีขึ้น และไหลลงสู่พื้นตามแนวแผ่นพลาสติก แทนที่จะหยดลงสู่พื้นโรงเรือน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกหรือใบพืชเปียกชื้นเสียหาย (Scorching)
• ผสมหรือเคลือบด้วยสารกระจายแสง (Light diffusion) ช่วยให้ความเข้มแสงในโรงเรือนสม่ำเสมอ พืชสามารถเจริญเติบโตได้สม่ำเสมอตามไปด้วย และลดปัญหาใบพืชไหม้ในช่วงแดดจัด
ในขณะเดียวกันควรมีการศึกษารูปแบบการปลูกพืชหมุนเวียนในโรงเรือนภายใต้องค์ความรู้เทคโนโลยีการปลูกพืชในโรงเรือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้ตลอดปี มีรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละฤดูปลูกควรเลือกตระกูลพืชที่แตกต่างกันเพื่อลดปัญหาการเข้าทำลายของศัตรูพืช เช่น ผักตระกูลผักกาดหอม แตง ถั่ว คะน้า เป็นต้น มูลค่าพืชต้องสร้างความคุ้มค่ากับการลงทุนของเกษตรกรตลอดปีและเป็นชนิดพืชที่ตลาดทั่วไปต้องการ
นอกจากนี้เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนของเกษตรกร โรงเรือนไม้ไผ่ต้นทุนต่ำซึ่งเกษตรกรนิยมใช้ในการปลูกพืชบนพื้นที่สูงควรได้รับการพัฒนาคุณสมบัติเชิงกลในการยืดอายุการใช้งานของวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ ข้อต่อ ข้องอ และโครงสร้างหลัก ซึ่งวิธีการยืดอายุการใช้งานของไม้ไผ่ ได้แก่ การแช่ไม้ไผ่ในน้ำเพื่อทำลายสารในเนื้อไม้ที่มีอาหารของแมลงต่าง ๆ เช่น น้ำตาล แป้ง การสกัดน้ำมันด้วยไฟทำให้เนื้อไม้มีลักษณะแห้งและมีความแข็งแรงทนทาน รวมทั้งความร้อนยังช่วยทำลายสารประกอบในเนื้อไม้ไผ่ที่อาจเป็นแหล่งอาหารของแมลงและเชื้อราต่างๆ การใช้สารเคมีโดยสารเคมีที่เคลือบเนื้อไม้ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ สามารถป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อราและแมลงกัดกินเนื้อไม้ ป้องกันความชื้น และสามารถยืดอายุการใช้งานของเนื้อไม้ที่ใช้สร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4-5 ปี
วัตถุประสงค์ : 1) เพื่อทดสอบชนิดพลาสติกมุงหลังคาโรงเรือนที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต
2) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยืดอายุการใช้งานของไม้ไผ่สำหรับก่อสร้างโรงเรือน
3) เพื่อทดสอบรูปแบบการปลูกผักหมุนเวียนในโรงเรือนต้นแบบที่เหมาะสมกับเกษตรกรบน
พื้นที่สูง
ขอบเขต : (1) การศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพพลาสติกมุงหลังคาโรงเรือนเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต
ศึกษาและคัดเลือกแผ่นฟิลม์พลาสติกมุงหลังคาโรงเรือนที่มีคุณสมบัติคัดกรองแสงส่องผ่านและสามารถส่งเสริมให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น
ทดสอบประสิทธิภาพแผ่นฟิล์มพลาสติกที่ผลิตได้กับพลาสติกทั่วไป โดยเปรียบเทียบผลการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชทดสอบ 3 ชนิด ได้แก่ พืชผักกินใบ กุหลาบ และองุ่น
(2) การศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพวิธีการยืดอายุการใช้งานของไม้ไผ่สำหรับก่อ
สร้างโรงเรือน
ศึกษาและคัดเลือกวิธีการยืดอายุเนื้อไม้ไผ่ เพื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพการยืดอายุการใช้งานของโรงเรือนไม้ไผ่ในระยะต่อไป
(3) การเปรียบเทียบรูปแบบการปลูกผักหมุนเวียนในโรงเรือน
คัดเลือกชนิดผักเพื่อวางรูปแบบการปลูกตลอดปีภายใต้องค์ความรู้เทคโนโลยีการปลูกผักในโรงเรือน เปรียบเทียบผลการเจริญเติบโตและผลผลิต ได้แก่ ปริมาณ คุณภาพและความปลอดภัย รวมทั้งต้นทุนและรายได้สุทธิในแต่ละแผนการปลูกพืช
my wife cheated on me with my father blog.perecruit.com letter to husband who cheated
forced gay sex stories click free erotic adult stories
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: เทคโนโลยีการปลูกพืชภายในโรงเรือน (Greenhouse production ) และการจัดการภายในโรงเรือน โดยเน้นวิธีการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณ คุณภาพและความปลอดภัยให้กับผลผลิตและลดต้นทุนด้านแรงงาน ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรสามารถปลูกพืชได้ตลอดปี โดยเฉพาะในพืชผัก และการปลูกพืชในโรงเรือนยังช่วยลดปัญหาผลกระทบจากสภาพแวดล้อม เช่น ช่วยป้องกันผลผลิตจากการถูกกระแทกของเม็ดฝนและลูกเห็บ ซึ่งมักสร้างความเสียหายอย่างมาก ประกอบกับวิธีการปลูกพืชภายในโรงเรือนเกษตรกรสามารถวางแผนและควบคุมระบบการจัดการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การจัดการดิน น้ำ-ปุ๋ย และการควบคุมศัตรูพืชแบบผสมผสาน ทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่สูงขึ้น อีกประการคือเกษตรกรสามารถปลูกพืชได้หลายชนิดตลอดทั้งปี และสามารถเลือกปลูกพืชชนิดที่ตลาดต้องการในแต่ละฤดูกาล ทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันปัญหาการบุกรุกทำลายป่า เนื่องจากต้องการขยายพื้นที่การเพาะปลูกของเกษตรกรบนพื้นที่สูงสามารถแก้ไขได้โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชภายในโรงเรือน และหากดำเนินการควบคู่กับการรณรงค์อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การส่งเสริมการปลูกป่า โดยเน้นไม้ประเภทใช้สอย เช่นไม้ไผ่ซึ่งเป็นพืชโตเร็ว ไม้ผลสำหรับเป็นแหล่งอาหาร และไม้เศรษฐกิจสำหรับการสร้างรายได้ของเกษตรกรจะช่วยให้ระบบนิเวศน์บนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารได้รับการฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพสมดุลตามธรรมชาติ
การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เกิดจากเกษตรกรขาดความรู้ในการจัดการอย่างถูกต้องและเหมาะสมทำให้เพิ่มต้นทุนการผลิตพืชโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งบางครั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเกษตรกรอาจเป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งระบบการปลูกพืชภายในโรงเรือนสามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรสามารถควบคุมและกำหนดการให้น้ำ-ปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ รวมทั้งเทคโนโลยีโรงเรือนแบบปิดและการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) สามารถช่วยป้องกันการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชบางชนิด ส่งผลให้ความถี่ในการใช้สารเคมีลดลง เกษตรกร ผลผลิต ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมี และในระยะยาวเกษตรกรมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผู้บริโภคได้รับผลผลิตที่มีความปลอดภัยสูง
เอกสารอ้างอิง : ไกรเลิศ ทวีกุล ศักดิ์ดา จงแก้ววัฒนา ธรรมศักดิ์ ทองเกตุ บุญมี ศิริ สุชีลา เตชะวงศ์เสถียร จินตนา เอี่ยมลออ ถาวร อ่อนประไพ สาวิตร มีจุ้ย ปราโมทย์ สฤษนิรันดร์ พูนทรัพย์ สืบมา. 2549. สถานภาพของการใช้โรงเรือนสำหรับผลิตพืชสวนในสภาพควบคุมเพื่อการค้าในประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. คลังนานาวิทยา, ขอนแก่น.
จริยา วิสิทธิ์พานิชย์ อัญชัญ ชมภูพวง อิทธิสุนทร นันทกิจ ชูชาติ สันธทรัพย์ ชาตรี สิทธิกุล สุมาลี
เม่นสิน พัชรินทร์ ครุฑเมือง ดนัย บุญยเกียรติ สมพร ชุนลือชานนท์ บรรยง อัธยาศัยวิสุทธิ์ อุษณีย์ ฉัตรกตะกูล อัมพร วิโนทัย. 2550. คู่มือ การผลิตผักคุณภาพและปลอดภัยในโรงเรือน
ตาข่ายกันแมลง. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. โรงพิมพ์สลิลสไมล์, เชียงใหม่
ชาตรี สิทธิกุล ชูชาติ สันธทรัพย์ อุษณีย์ ฉัตรตระกูล และอัญชัญ ชมภูพวง. 2548. โครงการพัฒนา การผลิตผักคุณภาพ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกผักปลอดสารพิษในโรงตาข่ายกันแมลง. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
นิพนธ์ ไชยมงคล ปราโมทย์ ขลิบเงิน ดำเกิง ป้องพาล สถิต วิมล ประสิทธิ์ โนรี ยงยุทธ ศรีเกียวฟั่น ฉันทนา สีผึ้ง อานัฐ ตันโช และปรีชา รัตนัง. 2544. โครงการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่เหมาะสมเพื่อการผลิตผัก. รายงานผลการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้, เชียงใหม่.
มูลนิธิโครงการหลวง. 2550. โครงการนำร่องพัฒนาคุณภาพอาหารเพื่อการส่งออก. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

วัสดุมุงหลังคาโรงเรือน. ระบบออนไลน์ www.bloggang.com/viewdiary.php?id=great.
27 October 2009.
การถนอมรักษาไม้ไผ่ด้วยวิธีธรรมชาติ. ระบบออนไลน์ http://baandin.org/web/index.php?option=com_content&task=view&id=125&Itemid=80.
27 October 2009.
สรุปผลการวิจัย : 1. การทดสอบชนิดพลาสติกมุงหลังคาโรงเรือนที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพ
ผลผลิต
ผลการดำเนินงานวิเคราะห์พลาสติกคลุมโรงเรือนองุ่นในห้องปฏิบัติการภายหลังจากนำพลาสติกทั้งสองชนิดไปใช้ในงานภาคสนาม พบว่าพลาสติกต้นแบบมีประสิทธิภาพในการยอมให้แสงในช่วง UVA และ UVB ส่องผ่าน ลดลง 7.45% และ 7.55% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบจากค่าเริ่มต้น ในขณะที่พลาสติกควบคุมมีประสิทธิภาพในการยอมให้แสงช่วง UVA และ UVB ส่งผ่านเพิ่มขึ้น 9.45% และ 15.06% ตามลำดับ เมื่อเทียบจากค่าเริ่มต้น สาเหตุอาจเกิดจากสารเติมแต่งชนิดพิเศษที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้ มีความคงตัวต่อสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และรังสีอันตรายต่างๆ ได้ดีกว่าสารเติมแต่งที่ผสมในพลาสติกควบคุมที่ใช้ในการค้าทั่วไป เนื่องจากพลาสติกต้นแบบมีความหนาเท่ากับ 100 ไมโครเมตร ในขณะที่พลาสติกควบคุมมีความหนา 150 ไมโครเมตร จึงไม่สามารถเปรียบเทียบความแข็งแรงเชิงกลของพลาสติกโดยตรงได้ จึงทำการวิเคราะห์อัตราการเสื่อมสภาพของพลาสติกทั้งสองชนิดหลังผ่านการใช้งานเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยติดตามการลดลงของความแข็งแรงเชิงกล ทั้ง Tensile strength และ Tensile strain ของแผ่นพลาสติก พบว่าพลาสติกควบคุมมีแนวโน้มการเกิดการเสื่อมสภาพมากกว่าพลาสติกต้นแบบ โดยมีค่า Tensile strength และ Tensile strain at break ลดลง 21.07% และ 0.53% ตามลำดับ ในขณะที่พลาสติกต้นแบบ มีค่า Tensile strength และ Tensile strain at break ลดลง 5.60% และ 3.19% ตามลำดับ
จากการดำเนินงานทดสอบการส่องผ่านของแสง และประสิทธิภาพเชิงกลของพลาสติกต้นแบบคลุมโรงเรือนกุหลาบ โรงเรือนผักกาดหอมห่อ และพลาสติกควบคุม พบว่าพลาสติกควบคุมยอมให้แสง UVA ผ่านน้อยกว่าพลาสติกต้นแบบทั้งสองชนิด โดยพลาสติกต้นแบบคลุมโรงเรือนกุหลาบ และโรงเรือนผักกาดหอมห่อ ยอมให้แสง UVA ส่องผ่านในเบื้องต้นเท่ากับ 49.61 และ 49.53 %T ตามลำดับ และจากการศึกษาสมบัติเชิงกลของพลาสติกทั้งสามชนิดเบื้องต้นพบว่า พลาสติกควบคุมมีค่า Tensile stress มากกว่าพลาสติกต้นแบบทั้งสองชนิด โดยมีค่า Tensile stress มากกว่าพลาสติกคลุมโรงเรือนกุหลาบ และคลุมโรงเรือนผักกาดหอมห่อ เท่ากับ 17.15 และ 14.98 MPa ตามลำดับ ส่วนค่า Tensile strain พบว่าพลาสติกควบคุมให้ค่ามากกว่าพลาสติกต้นแบบคลุมโรงเรือนกุหลาบ และผักกาดหอมห่อ 189.86 และ 245.28 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
การดำเนินงานทดสอบพลาสติกในภาคสนามในส่วนของพลาสติกคลุมโรงเรือนองุ่นพบว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุมมีอายุการเก็บเกี่ยวของผลผลิตองุ่นมากกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ โดยโรงเรือนพลาสติกควบคุมให้ปริมาณผลผลิตองุ่นรวมน้อยกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ แต่มีผลผลิตเสียหายซึ่งหมายรวมถึงลักษณะผลแตก และผลเหี่ยว น้อยกว่าถึง 30.94 เปอร์เซ็นต์ ในด้านการระบาดของโรคและแมลงพบว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุมมีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคราแป้งน้อยกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในสัปดาห์ที่ 3 ถึง สัปดาห์ที่ 6 และพบจำนวนเพลี้ยไฟต่อตารางเมตรในโรงเรือนพลาสติกควบคุมน้อยกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสภาพแวดล้อมทั่วไปภายในโรงเรือนพบว่าอุณหภูมิภายในโรงเรือนทั้งสองโรงเรือนมีแนวโน้มไม่ต่างกัน ในขณะที่ความชื้นสัมพัทธ์ในดินภายในโรงเรือนพลาสติกควบคุมมีค่าต่ำกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ และเมื่อวิเคราะห์สภาพการส่องผ่านของแสงพบว่า โรงเรือนพลาสติกควบคุมมีแนวโน้มการส่องผ่านเข้ามาของแสงน้อยกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ
สำหรับการทดสอบชนิดพลาสติกคลุมโรงเรือนในกุหลาบขณะนี้ได้คลุมพลาสติกทดสอบที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางและย้ายปลูกกุหลาบพันธุ์ไททานิคเสร็จสิ้น อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลด้านการเจริญเติบโต และการระบาดของโรคและแมลง ในด้านของข้อมูลสภาพอากาศภายในโรงเรือนภายหลังการคลุมพลาสติกทดสอบพบว่าพบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยภายในโรงเรือนกุหลาบ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ในสัปดาห์ที่ 1 โรงเรือนพลาสติกต้นแบบและโรงเรือนพลาสติกควบคุมมีอุณหภูมิเฉลี่ยเวลากลางวันไม่แตกต่างกัน โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยกลางวันคือ 27 – 30 องศาเซลเซียส ในขณะที่สัปดาห์ที่ 2 โรงเรือนพลาสติกต้นแบบมีอุณหภูมิเฉลี่ยกลางวันสูงกว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุม และเมื่อทำการตรวจวัดสภาพความชื้นสัมพัทธ์อากาศภายในโรงเรือนที่คลุมพลาสติกทั้งสองชนิดพบว่าความชื้นสัมพัทธ์ตลอดวันในโรงเรือนพลาสติกต้นแบบมีแนวโน้มต่ำกว่าโรงเรือนควบคุมในทั้งสองสัปดาห์
ในการวิเคราะห์คุณภาพเชิงสรีรวิทยาของผักกาดหอมห่อ และ สภาพแวดล้อมภายใต้โรงเรือน เปรียบเทียบพลาสติกทั้งสองชนิดพบว่าน้ำหนักของผักกาดหอมห่อหลังการตัดแต่งที่ปลูกภายใต้โรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกต้นแบบมีค่าเฉลี่ย 530.63 กรัมต่อหัว น้อยกว่าผักกาดหอมห่อปลูกภายใต้โรงเรือนที่คลุมพลาสติกควบคุมซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ย 631.08 กรัมต่อหัว ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำหนักผลผลิตต่อพื้นที่ปลูกต่อตารางเมตรพบว่าโรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกควบคุมมีแนวโน้มให้น้ำหนักมากกว่าโรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกต้นแบบ คือ 7.36 และ 6.80 กิโลกรัม/ตารางเมตร ตามลำดับ
สำหรับสภาพอากาศภายใต้โรงเรือนปลูกผักกาดหอมห่อ พบว่าอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายใต้โรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกควบคุมมีแนวโน้มสูงกว่าโรงเรือนพลาสติกต้นแบบ ส่วนค่าความชื้นสัมพัทธ์ในดินภายใต้โรงเรือนพลาสติกต้นแบบมีค่าสูงกว่าโรงเรือนพลาสติกควบคุม

2. การศึกษาประสิทธิภาพวิธีการยืดอายุการใช้งานของไม้ไผ่สำหรับก่อสร้างโรงเรือน
จากการดำเนินงานทดสอบสารเคลือบไม้ไผ่ในห้องปฏิบัติการพบว่าสารเคลือบต้นแบบที่เหมาะสมต่อการเคลือบไม้ไผ่มีปริมาณความเข้มข้นของสาร PVC ที่ 10% w/v และมีอัตราส่วนของสารกรองรังสีอัลตราไวโอเลต ต่อสารละลาย 10% PVC เท่ากับ 2 ml : 8 ml แต่เมื่อนำมาเคลือบไม้ไผ่เพื่อทดสอบการสะท้อนของรังสี UV พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับไม้ไผ่ที่ไม่ได้เคลือบ จึงดำเนินการแก้ไขก่อนนำไปทดสอบในภาคสนาม
การดำเนินงานภาคสนามได้ดำเนินการตัดไม้ไผ่ความยาว 1 เมตร จำนวน 300 ท่อน พร้อมอัดน้ำยายืดอายุการใช้งานของไม้ไผ่ ขนส่งไปยังห้องปฏิบัติการภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก โดยอยู่ระหว่างการดำเนินงานทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของไม้ไผ่ในห้องปฏิบัติการ

3. การทดสอบรูปแบบการปลูกผักหมุนเวียนในโรงเรือนต้นแบบที่เหมาะสมกับเกษตรกรบนพื้นที่สูง
การปลูกผักหมุนเวียนในโรงเรือนต้นแบบที่เหมาะสมกับเกษตรกรบนพื้นที่สูง โดยดำเนินการปลูกพืชหมุนเวียนใน 3 รูปแบบ ณ ศูนย์พัฒนาฯ หนองหอย โดยพืชชนิดแรกของแต่ละรูปแบบที่ย้ายปลูก คือ ปวยเหล็ง พริกหวาน และมะเขือเทศ ตามลำดับ แต่เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นของการปลูกพืชทั้ง 3 รูปแบบ ประสบปัญหาสภาพอากาศร้อน และขาดน้ำ ส่งผลให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชมาก การนำระบบการจัดการศัตรูพืชมาใช้ไม่สามารถควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืช และโรคได้ดีเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องปลูกปวยเหล็ง และพริกหวานสีแดงใหม่ ภายหลังการเก็บเกี่ยวปวยเหล็งพบว่ามีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 0.7 กิโลกรัมต่อตารางเมตร โดยผลผลิตร้อยละ 42.5 จัดอยู่ในเกรด 2 และอีกร้อยละ 41.31 เกิดความเสียหายซึ่งมีปัญหาจากโรคโคนเน่าทำให้ไม่ผ่านมาตรฐานเกรดของโครงการหลวง ส่วนพริกหวานสีแดง และมะเขือเทศกำลังอยู่ระหว่างการเก็บผลผลิต
สำหรับศัตรูพืชที่สำคัญของการปลูกปวยเหล็งได้แก่ หนอนใยผัก (Plutella) และแมลงหวี่ขาว (White fly) ส่วนพริกหวานสีแดง พบการระบาดของศัตรูพืชที่สำคัญ คือ เพลี้ยไฟ (Thrips) โรคไวรัส (Virus disease) และราแป้ง (Powdery mildew) ส่วนการปลูกมะเขือเทศพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ (Leaf minor) และโรคราแป้ง โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงเป็นจำนวนมาก คือ ปัญหาสภาพอากาศร้อน และแล้ง นอกจากนี้การขาดแคลนน้ำเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างปกติและอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของศัตรูพืช
married cheat read married woman looking to cheat
รายชื่อนักวิจัยในโครงการ : พบ 2 รายการ   
ชื่อนักวิจัยตำแหน่งในโครงการสัดส่วนปริมาณงาน (%)
 นางอัญชัญ ชมภูพวง หัวหน้าโครงการวิจัย 0.00
 น.ส.สุมาลี เม่นสิน ผู้ประสานงานโครงการ 0.00
 
ลิขสิทธิ์ : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
เอกสารที่เกี่ยวข้อง : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
สารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
โครงการวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง: พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ