ข้อมูลงานวิจัย
 
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) : ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิจชีวภาพเพื่อทดแทนสารเคมีบนพื้นที่สูง โครงการย่อยที่ 11 : การศึกษาวิธีการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพและการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ เพื่อใช้ประโยชน์ในแปลงเกษตรกร
ชื่อโครงการ (ภาษาภาษาอังกฤษ) : Study of Preservation and Cultivation Method of Antagonistic Microorganism for Field Used
ปีงบประมาณที่เสนอขอ : 2554
ยุทธศาสตร์ : วิจัยและพัฒนา
แผนงาน : วิจัยเชิงปฏิบัติการในพื้นที่โรงการขยายผลโครงการหลวง
คำสำคัญ (Keywords) : การเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ การเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์
ระยะเวลาดำเนินโครงการ : 1 ตุลาคม 2010  ถึง 30 กันยายน 2011
สถานะ : กำลังดำเนินการวิจัย
งบประมาณทั้งโครงการ : 996,040.00 บาท
เงินสนับสนุนโครงการ : -
 
พื้นที่ดำเนินการ : 1.
 
บทคัดย่อ(ภาษาไทย) : การศึกษาวิธีการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ 2 ชนิด ได้แก่ เชื้อแอคติโนมัยซีสเอนโดไฟท์ Streptomyces sp. ควบคุมโรคโคนเน่ารากเน่า 3 ไอโซเลท และเชื้อราสาเหตุโรคแมลงตระกูล Metarhizium sp. และ Beavaria sp. จำนวน 5 ไอโซเลท เปรียบเทียบคุณสมบัติด้านความมีชีวิตของเชื้อในแต่ละวิธี ทุกๆ 3 เดือน แบ่งเป็น เชื้อแอคติโนมัยซีสฯ 7 กรรมวิธี และเชื้อราฯ 7 กรรมวิธี รวมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างของอุณหภูมิในการเก็บ 4 ระดับ ผลการทดสอบพบว่า ทุกกรรมวิธีหลังจากเก็บเชื้อนาน 6 เดือน เชื้อแอคติโนมัยซีส ยังคงความมีชีวิต และความเข้มข้นของเชื้อแต่ละไอโซเลทมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P?0.05) โดยกรรมวิธีที่เก็บบนกระดาษกรอง เชื้อแอคติโนมัยซีสมีแนวโน้มความมีชีวิตมากที่สุด 109 cfu/ml จากความเข้มข้นเชื้อเริ่มต้น 1010cfu/ml สำหรับเชื้อราสาเหตุโรคแมลงพบว่าเชื้อแต่ละไอโซเลทมีจำนวนความชีวิตรอดหลังการเก็บรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ที่แตกต่างกัน โดยเชื้อ Metarhizium sp. ไอโซเลท 4810 และ 4849 มีแนวโน้มในการมีชีวิตรอดมากที่สุดเมื่อเก็บรักษาใน slant agar และน้ำ ส่วนไอโซเลท 1858 มีแนวโน้มความมีชีวิตรอดได้ดีที่สุดเมื่อเก็บรักษาใน slant agar, mineral oil และ liquid paraffin สำหรับการเก็บรักษาเชื้อ Beavaria sp. ไอโซเลท 4591 และ 2637 สามารถเก็บรักษาได้ในทุกกรรมวิธี และทุกอุณหภูมิ นอกจากนี้ยังพบว่า อุณหภูมิมีผลต่อการมีชีวิตของเชื้อทั้ง 2 ประเภท โดยการเก็บเชื้อที่อุณหภูมิ -20 ถึง -80 องศาเซลเซียส ช่วยรักษาเชื้อให้มีชีวิตดีที่สุด ผลการศึกษาวิธีการเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพบนอาหารเลี้ยงเชื้อชนิดต่างๆ แบ่งเป็น เชื้อแอคติโนมัยซีสฯ 3 ไอโซเลท เปรียบเทียบ 5 กรรมวิธี และเชื้อราฯ 5 ไอโซเลท เปรียบเทียบ 5 กรรมวิธี พบว่า เชื้อแอคติโนมัยซีสฯ ที่เลี้ยงบนอาหาร IMB-2 อายุ 7 วัน มีความเข้มข้นมากที่สุด 2.3 x 107cfu/ml จากเชื้อเริ่มต้นวันที่ 0 ความเข้มข้น 5 x 102 cfu/ml การเพิ่มปริมาณเชื้อราสาเหตุโรคแมลงบนอาหารเมล็ดธัญพืช พบว่า เชื้อ Beavaria sp. ไอโซเลท 5335 และ เชื้อ Metarhizium sp. ไอโซเลท 4849 เจริญได้ดีในอาหารเมล็ดข้าวโพดบดและอาหารเมล็ดข้าวเปลือกที่ความเข้มข้นของเชื้อ 5.3 x 109cfu/ml และ 2.9 x 108cfu/ml ตามลำดับ
บทคัดย่อ(ภาษาอังกฤษ) :
ความเป็นมาโดยสรุป : จากการศึกษาวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตชีวภาพเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องของเกษตรกรในการปลูกพืชบนพื้นที่สูงทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและแปลงปลูกในระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่าการศึกษาและวิจัยเพื่อคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ทั้งในดินและในอากาศบนพื้นที่สูง ทั้งหมด 830 ไอโซเลท คัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการควบคุมศัตรูพืชได้ 45 ไอโซเลท และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากงานวิจัยในปีที่ผ่านมาที่ดำเนินการประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งจากการทดสอบในระดับโรงเรือนและระดับแปลงปลูกของเกษตรกร ฉะนั้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพต้นแบบ เพื่อการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นำร่องสำหรับขยายผลจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตเชิงธุรกิจ และเผยแพร่สู่เกษตรกรในวงกว้างต่อไป เช่น ผลิตภัณฑ์ผงคลุกเมล็ด ชีวภัณฑ์อัดเม็ด ชีวภัณฑ์กำจัดแมลงหวี่ขาว และวัสดุเพาะกล้าชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ชีวภาพเหล่านี้มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เชื้อจุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแอคติโนมัยซีสเอนโดไฟท์ เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ เชื้อราสาเหตุโรคแมลง และเชื้อไมคอร์ไรซ่า โดยการเพิ่มปริมาณหรือขยายหัวเชื้อเหล่านี้มีความจำเพาะต่อชนิดของอาหารและระยะเวลาในการเจริญเติบโต ดังนั้น จึงควรมีการศึกษาวิธีการเพิ่มปริมาณให้เหมาะสม รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ นอกจากนี้เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้มีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีการศึกษาวิธีการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพ เนื่องจากในการผลิตผลิตภัณฑ์ต้องอาศัยเชื้อจุลินทรีย์ที่บริสุทธิ์ มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพคงที่ เพราะเชื้อจุลินทรีย์อาจเกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ชนิดอื่น หรือเกิดการกลายพันธุ์ จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะ คุณสมบัติ และคุณภาพไปจากเดิม
วัตถุประสงค์ : 1 เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีการเก็บรักษาหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคและแมลงศัตรูพืช
2 เพื่อวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตหัวเชื้อในเชิงปริมาณ สำหรับใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ปัจจัยการผลิตชีวภาพ
ขอบเขต : 1) วิจัยและพัฒนาวิธีการเก็บรักษาหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคและแมลงศัตรูพืช
2) วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตหัวเชื้อในเชิงปริมาณ สำหรับใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ปัจจัยการผลิตชีวภาพ
3) สรุปผลการวิจัยและจัดทำรายงาน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: วิธีการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพ และกระบวนการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนสารเคมีเกษตร
เอกสารอ้างอิง : เกวลิน คุณาศักดากุล. 2549. เทคนิคโรคพืช: บทที่ 7 การเก็บรักษาเชื้อสาเหตุโรคพืช. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. หน้า 84-89.
มาลี ตั้งระเบียบ. 2551. เชื้อรากำจัดแมลง. สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา. 25 หน้า
วิรุธน์ บัวงาม. 2550. เทคนิคการนับเชื้อจุลินทรีย์. วิทยาลัยแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี. หน้า 63-67.
Don L. Crawford, James M. Lynch, John M. Whipps and Margaret A. Ousley. 1993. Isolation and Characterization of Actinomycete Antagonists of a Fungal Root Pathogen. Applied and Environmental Microbiology 59(11): 3899-3905.
Shimizu, M., Y. Nakagawa, Y. Sato, T. Furumai, Y. Igarashi, H. Onaka, R. Yoshida and H. Kunoh. 2000. Studies on Endophytic Actinomycetes (I) Streptomyces sp. Isolated from Rhododendron and its antifungal activity. Journal of Gerneral Pkant Pathology 66: 360-366.
kristens adult stories tolobel.com malayalam pdf sex stories
สรุปผลการวิจัย : 1. ทุกกรรมวิธีการเก็บชื้อแอคติโนมัยซิสฯ และเชื้อราสาเหตุโรคแมลงสามารถรักษาความมีชีวิตของเชื้อได้ อย่างไรก็ตามการเลือกวิธีเก็บเชื้อแต่ละชนิดจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของต้นทุน ได้แก่ ค่าอาหารเลี้ยงเชื้อ ความยากง่ายของขั้นตอนการทำ ค่าไฟฟ้า ค่าสารเคมีหรืออุปกรณ์ รวมทั้งปริมาณเชื้อที่มีชีวิตและยังคงประสิทธิภาพ ซึ่งผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าวิธีเก็บเชื้อที่อุณหภูมิ – 80 องศาเซลเซียส ให้ผลดีที่สุด
2. เชื้อแอคติโนมัยซีสเอนโดไฟท์ทุกไอโซเลทสามารถเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณบนอาหารเลี้ยงเชื้อ IMB-2 ได้ดีที่สุด สำหรับการทดสอบกับเชื้อราฯ พบว่า เชื้อ Beavaria sp. ไอโซเลท 5335 และ เชื้อ Metarhizium sp. ไอโซเลท 4849 เจริญได้ดีในอาหารเมล็ดข้าวโพดบดและอาหารเมล็ดข้าวเปลือกที่ความเข้มข้นของเชื้อ 5.3 x 109cfu/ml และ 2.9 x 108cfu/ml ตามลำดับ
รายชื่อนักวิจัยในโครงการ : พบ 3 รายการ   
ชื่อนักวิจัยตำแหน่งในโครงการสัดส่วนปริมาณงาน (%)
 น.ส.สุมาลี เม่นสิน หัวหน้าโครงการวิจัย 40.00
 น.ส.ธีรนาฎ ศักดิ์ปรีชากุล ผู้ร่วมวิจัย 30.00
 น.ส.วรรณิศา เหรียญตระกูลชัย ผู้ร่วมวิจัย 30.00
 
ลิขสิทธิ์ : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
เอกสารที่เกี่ยวข้อง : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
สารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
โครงการวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง: พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ